วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชวนส่งภาพประกวด


นายกแปดริ้ว ชวนส่งภาพประกวด

Published date : August  22, 2011
หัวข้อ “ประเพณีงาม น้ำใจดี คือวิถีของชาวแปดริ้ว”
นายกแปดริ้ว ชวนส่งภาพประกวด
หัวข้อ “ประเพณีงาม น้ำใจดี คือวิถีของชาวแปดริ้ว”
ชิงเงินรางวัลกว่า 250,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และรางวัลแจ๊คพ็อตกล้อง canon รุ่น 600 D+18-55 IS ไม่จำกัดจำนวนภาพ ส่งมากมีสิทธิ์มาก ไม่เสียค่าสมัคร ภาพที่เข้ารอบจะนำไปจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายในงาน ลอยกระทง ย้อนเวลา หาวิถีไทย
<img alt="" src="/fileadmin/upload_img/Home_news/01.jpg" _cke_saved_src="/fileadmin/upload_img/Home_news/01.jpg" style="float: left; " width:="" 240px;="" height:="" 160px;="" "=""></p> <p> นายกลยุทธ ฉายแสง นายกเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทรา ขอเชิญชวนประชาชนร่วมถ่ายภาพความงดงาม ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อส่งภาพเข้าร่วมประกวดในนิทรรศการภาพถ่าย หัวข้อ “ประเพณีงาม น้ำใจดี คือวิถีของชาวแปดริ้ว” ชิงเงินรางวัลกว่า 250,000 บาท โดยแบ่งเป็น</p> <p> <strong>รางวัลชนะเลิศ</strong> เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล<br> <strong>รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1</strong> เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล<br> <strong>รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2</strong> เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล<br> <strong>รางวัลชมเชย 30 รางวัล ๆ</strong> ละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร<br> และ<strong>รางวัล แจ๊คพ็อต</strong>สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล ตั้งแต่ 3 ภาพขึ้นไป จะได้รับกล้องถ่ายภาพcanon รุ่น 600 D+18-55 IS</p> <p> <img alt="" src="/fileadmin/upload_img/Home_news/02.jpg" _cke_saved_src="/fileadmin/upload_img/Home_news/02.jpg" style="float: right; width: 240px; height: 160px; "><strong>สำหรับกติกา การส่งภาพเข้าประกวด</strong> มีดังนี้<br> 1. ประชาชนคนไทยทั่วไป ไม่จำกัดเพศ – อายุ<br> 2. ภาพที่ส่งเป็นภาพสี – ขาวดำ ขนาด 12 x 18 นิ้ว จากต้นฉบับที่เป็น ฟิล์มสี – ฟิล์มสไลด์ หรือจากไฟล์ ดิจิตอลที่มีความละเอียด 6 ล้านพิกเซลขึ้นไป (FILE TIFF หรือ JPEG ) ความละเอียดไม่ต่ำกว่า 300 DPI บันทึกลงแผ่น CD หรือ ฟิล์มต้นฉบับที่ส่งภาพเข้าประกวดแนบมาด้วย (1 ต้นฉบับต่อ 1 ผลงาน)<br> 3. ไม่จำกัดจำนวน ส่งมากมีสิทธิ์มาก และไม่เสียค่าสมัครใดๆ<br> 4. ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องติดฟิวเจอร์บอดร์ดสีดำ กำหนดให้เหลือขอบโดยรอบด้านละ 2 นิ้ว พร้อมระบุ ชื่อภาพ สถานที่ ไว้ด้านหน้าของภาพ ส่วนชื่อผู้ถ่ายภาพที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ด้าน หลังภาพเท่านั้น ( เพื่อความสะดวกในการตัดสินภาพ เพราะขณะตัดสินกรรมการไม่มีสิทธิ์พลิกภาพ เพื่อดูชื่อผู้ส่งประกวดได้)<br> 5. ผู้จัดประกวดมีสิทธิ์ในการเผยแพร่ภาพทุกภาพที่ส่งเข้าประกวดได้โดยมิต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆ (ซึ่งผู้จัดต้องทำการจัดนิทรรศการและ นำภาพไปประกอบใช้งานในกิจกรรมของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา)<br> 6. การตัดสินเป็นอันสิ้นสุดตามหลักสากล และนักถ่ายภาพต้องยินยอมปฏิบัติตามกฎกติกาข้างต้นทุกประการ</p> <p> <img alt="" style="float: left; width: 240px; height: 160px; " _cke_saved_src="/fileadmin/upload_img/Home_news/03.jpg" src="/fileadmin/upload_img/Home_news/03.jpg"><strong>สนใจส่งภาพประกวดได้ที่ </strong><br> กองการศึกษา ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา หรือส่งทางไปรษณีย์ได้ที่ สำนักงานเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา<br> เลขที่ 1 ถนนจุลละนันทน์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000<br> ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 กันยายน 2554 ตัดสินภาพวันที่ 6 ตุลาคม 2554</p> <p> ประกาศผลการตัดสินภาพ วันที่ 11 ตุลาคม 2554</p> <p> ทุกภาพที่เข้ารอบจะนำไปจัดนิทรรศการภาพถ่ายเมืองแปดริ้ว ในงานลอยกระทง ย้อนเวลา หาวิถีไทย ระหว่างวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2554 ณ สวนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา</p> <p> <strong>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</strong> โทร. 0-3851-1027 , 0-3881-4338 ต่อ 151-152 ในวัน เวลาราชการ</p><p style="text-align: center; "><img alt="" style="width: 240px; height: 160px; " _cke_saved_src="/fileadmin/upload_img/Home_news/04.jpg" src="/fileadmin/upload_img/Home_news/04.jpg"><br></p> <p></p>

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทุ่งดอกกระเจียว

อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ::
          ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพังเหยในเขต   ต.บ้านไร่  อ.เทพสถิต  จ.ชัยภูมิ จากกรุงเทพฯ   ใช้เส้นทางสระบุรี - ชัยบาดาล   ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 205   เส้นทางชัยบาดาล - เทพสถิต - ชัยภูมิ     ก่อนถึงอำเภอเทพสถิต จะมี ทางแยกซ้ายมือไปป่าหินงาม อีก  29  กิโลเมตร     หากเดินทางเส้นทางจาก จ.นครราชสีมา   ก็จะใช้เส้นทางนครราชสีมา - เพชรบูรณ์     โดยจะวิ่งผ่าน ต.หนองบัวโคก    ผ่านบ.คำปิง เข้าสู่อำเภอเทพสถิต     และเลี้ยวขวาบริเวณ สามแยกเพื่อจะไปในเส้นทาง เทพสถิต - ซับใหญ่      และหากท่านมาจากตัว เมืองชัยภูมิ ก็ต้องใช้เส้นทาง ระเหว - ซับใหญ่ - เทพสถิต     เมื่อออกจากตัว กิ่งอ.ซับใหญ่จะถึงทางแยกขึ้นอุทยานฯ ก่อนที่จะถึง อ.เทพสถิต...
 :: แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ::
<< ป่าหินงาม >>
             "ป่าหินงาม" หรือ   (ลานหินงาม)    อยู่ทางทิศตะวันตกของที่ทำการอุทยานฯ ทั่วบริวเวณเรียงรายไปด้วยหินก้อนน้อย ใหญ่ รูปร่างแปลก ๆ มากมายในพื้นที่กว่า 10 ไร่ เป็นลานหินซึ่งเกิดจากการกัดเซาะดิน  และเนื้อหินทรายมานานนับลานปี   วาง เรียงรายสลับซับซ้อน  อยู่เต็มลานบ้างก็มีรูปรา่างเหมือนกับถ้วยฟุตบอลโลก  บ้างก็เหมือนกบเรด้า  และรูปต่าง ๆ แล้วแต่จะ จินตนาการ  แต่เมื่อดูแล้วชวนให้เกิดความเพลิดเพลินใจเป็นยิ่งนัก...
<< ทุ่งดอกกระเจียว >>
                  "ทุ่งดอกกระเจียว"  เกิดจากดอกกระเจียวป่า หลากหลายสายพันธุ์  ที่พร้อมใจกันขึ้นรายรอบบริเวณ ของอุทยานฯและจะมีอยู่บริเวณหนึ่งใช้พื้นที่หลายไร่     ที่จะมีดอกกระเจียวขึ้นอย่างหนาแน่นจนกลายเป็นทุ่ง    ซึ่ง เวลามองดูก็จะเห็นเป็นสีชมพูปนขาว   และมีสีเขียวของลำต้ันและก้านใบเป็นสีเขียวสด   ประกอบกับสีเขียว ของหญ้าทีขึ้นมาแซม ทำให้ทุ่งกระเจียว เขียวขจี สวยงามเหมือนกับทุ่งในทรวงสวรรค์เลย              โดยในช่วงฤดูฝน เริ่มต้นเดือนมิถุนายน     ถึง ปลายเดือนกรกฎาคม ของทุก ๆ ปี    ต้นกระเจียวจะออก ดอกสวยงามตระการตาไปทั่วผืนป่า  จัดได้ว่าเป็น   "นางเอกของอุทยานฯ"  ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะดอกกระเจียว จะไม่มีให้เห็นเลยนอกเสียจากในช่วงเวลาที่ว่านี่เท่านั้น...
<< จุดชมวิวสุดแผ่นดิน >>
             "สุดแผ่นดิน"  อยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ทำการอุทยานฯ  เป็นแนวหน้าผาและชะง่อนหิน   เป็นจุดสูงสุดบนเทือกเขา พังเหย  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  846 เมตร  เกิดจากการดันตัวของแผ่นดินภาคกลาง  (ฉานไทย)  ซุกเข้าไปใต้แผ่นดิน อีสาน (อินโต - ไซน่า)  ทำให้เกิดแผ่นดินที่ยกตัวสูงชัน  เรียกว่า  "สุดแผ่นดิน"  คือเขตรอยต่อของ  3 ภาคอันได้แก่
             1.  แผ่นดินซีกทางอุทยานฯ เป็นเขตของ จ.ชัยภูมิ  (ภาคอีสาน)
             2.  แผ่นดินซีกทางตะวันตกของอุทยานฯ เป็นเขตของ จ.ลพบุรี  (ภาคกลาง)
             3.  แผ่นดินซีกทางเหนือของอุทยานฯ เป็นเขตของ จ.เพชรบูรณ์  (ภาคเหนือ)ซึ่งมีความสวยงาม อากาศเย็นสบาย  และในตอนเช้า ๆ จะมีกลุ่มหมอกลอยผ่านหน้าเราไป  เหมือนกับหยอกเย้ากับผู้มาเยือนเลย
   ใกล้ถึงหน้า  "เทศกลาล ท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน"  ประจำปีี 2552 แล้วนะครับ เหลืออีกไม่กี่วัน ที่เราจะได้ชื่นชมความสวยงามของดอกกระเจียว      ซึ่งจะ็บานสะพรั่ง สวยงามจริง ๆ ครับ...ผมก็เป็นอีก คนหนึ่ง หล่ะ ที่ชื่นชม ความงามของสถานที่ท่องเที่ยว   แห่งนี้ มาเป็นระยะเวลาช้านานโข ปีนี้ ถ้าฝน ฟ้า ตกต้องตามฤดูกาล   ที่มันควรจะเป็น      เหล่าบรรดาเจ้าดอกกระเจียวน้อย-ใหญ่ซึ่งกบดานอยู่ใต้พื้นแผ่นดินนับแรมปี  ก็จะมีโอกาสโผล่ขึ้นมาอวดโฉมอัน   สะโอดสะอง ยังกะมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ด     ที่กำลังจะประกวด กันเลยทีเดียวยิ่ิง ถ้าฝนตกชุกหน่อย       พื้นดินเปียกชุ่มเจ้าดอกกระเจียวที่แสนสวยของเราก็จะขึ้น เยอะเต็มท้องทุ่งเลย  มองไปทางไหนก็จะมีแต่สีเขียวชะอุ่ม และสีชมพูแกมขาว  สวยอย่าบอกใครเลย     ถึงแม้ว่าปีกลาย ดอกกระเจียว      จะ มาช้าไปซักนิดนึง แต่เจ้าดอก กระเจียวก็เริ่มทะยอยชูช่อ ยันดอกออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้ยลโฉมกันแล้ว    และสำหรับ ท่านใด ที่ยังไม่เคยมาเยี่ยมเยือนทุ่งดอก กระเจียวธรรมชาติแ้ห่งเดียว ในโลกปีนี้ก็อย่าพลาดนะครับ ตัดสินใจช้า  ท่านอาจจะพลาด โอกาสดี ๆ ที่หนึ่งปีจะมีแค่ครั้งเดียว เท่านั้น ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และอุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งทั้งสองที่ ก็มี ความ แตกต่างกันไปใครชอบความสะดวก
 
งานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน ปี 2552เริ่มแล้ว

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระอารามหลวง

http://www.dhammathai.org/watthai/royalwat.php

วัดประจำราชกาล

วัดประจำราชกาล

วัดท่าตอน

    
เป็นวัดประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าตอน ตำบลท่าตอน เป็นวัดที่มีทิวทัศน์งดงาม อยู่บนไหล่เขาเรียงรายด้วยศาสนวัตถุสิ่งก่อสร้าง มีพื้นที่ทอดยาวตามไหล่เขาเป็นชั้น ๆ รวม 9 ชั้น มองเห็นได้แต่ไกลเมื่อท่านขึ้นไปบนวัดสามารถมองเห็นพื้นที่อำเภอแม่อายและภูเขาต่าง ๆ อย่างสวยงาม
   
พระธาตุท่าตอน ของเดิมไม่ทราบสมัยก่อสร้างเมื่อคราวคูบาศรีวิชัย ได้ขึ้นมาบูรณะพระธาตุสบฝาง มาถึงท่าตอน ท่านบอกให้ชาวบ้านว่าขึ้นไปค้นหาพระธาตุที่บนเขา ชาวบ้านพากันขึ้นถางป่าค้นหา เจอพระธาตุเก่าแก่อยู่ในพุ่มไม้ นิมนต์ท่านบูรณะ แต่ท่านไม่รับ ท่านบอกให้นิมนต์ครูบาแก้ว กาวิชัย มาบูรณะ เพราะเป็นของคู่บารมีท่าน ชาวบ้านพากันนิมนต์ครูบาแก้ว มาบูรณะและสร้างวัดขึ้น เรียกชื่อว่า วัดจอมคิรี ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างวัด นิมนต์พระมาเป็นเจ้าอาวาส หลายรูป
พระปริยัติวิธานโกศล (สมาน จันทร์หอม) ท่านเป็นคนท่าตอนโดยกำเนิด บรรพชาเมื่ออายุ 13 ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจบนักธรรมแล้วได้ปฏิบัติกรรมฐาน เดินธุดงค์ทั้งในไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้หลายปี
จากนั้นได้เข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ จบอภิธรรม,และมัธยมปลาย เมื่ออุปสมบทแล้ว วัดท่าตอนไม่มีเจ้าอาวาส ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านกลับมาตุภูมิเพื่อพัฒนาวัด ในปี 2517 ท่านได้เริ่มพัฒนาทั้งวัตถุและบุคคล จากวัดเล็ก ๆให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างและได้ยกระดับเป็น พระอารามหลวง
ในปี พ.ศ. 2534 เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม เปิดศูนย์เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ เปิดโรงเรียนให้ชาวเขา เปิดโรงเรียนปริยัติสามัญ(มัธยม) เป็นผู้เริ่มโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง สร้างตึกอาพาธสงฆ์โรงพยาบาลแม่อาย ฯลฯ สิ่งก่อสร้างภายในวัด 60%ท่านเป็นผู้ออกแบบเอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าณะอำเภอแม่อาย ในศาลาการเปรียญของวัดมีพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ เป็นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสน และศิลปสมัยพ่อขุนเม็งราย เป็นศิลปเฉพาะไม่มีที่อื่น อัญเชิญมาจากวัดพระธาตุสบฝาง ครั้นเมื่อวัดพระธาตสบฝางรกร้างถูกไฟป่าไหม้ พระพุทธรูปยืน 3 องค์ ที่ฐานมีอักษรโบราณจารึกให้ค้นคว้า พระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย 5 องค์
เจ้าแม่กวนอิม ยืนประทานน้ำ ให้ผู้เลื่อมในศรัทธากราบไหว้ มีลานให้เดินชมธรรมชาติ ฐานล่างสองชั้นมีห้องให้พัก และให้นั่งชมบรรยากาศ ชั้นล่างสุดทำเป็นบันไดลงไปแม่น้ำ มีรูปปั้นเทพเจ้าต่าง ๆ และศาลาที่พัก มีถ้ำให้ลอดลงไป

พระพุทธนิรันดรชัย เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หน้าตักกว้างเก้าเมตร สีขาวนวล ศิลปะแบบพระสิงค์ ปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐปูน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2526 นำโดยเจ้าอาวาสและคุณประยูร พงศ์ตันกูล
 พระนาคปรก เป็นพระก่อด้วยอิฐปูน หน้าตักกว้าง 7 เมตรกว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 ใต้ฐานเป็นห้องโถงเป็นที่ปฏิบัติกรรมฐานภาวนา
พระพุทธรูปอิ่มตลอดกาล เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธ ซึ่งเป็นพระประจำวันเกิดของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (วัดปากน้ำ) ผู้สร้าง เป็นพระหล่อสัมฤทธิ์ สูง 9 เมตร ประทับยืนเด่นสง่า อยู่บนยอดเขาลูกสุดท้ายของวัดท่าตอน
พระสังกัจจายน์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 รูปปูนปั้นศิลปะแบบจีน ยืนอยู่บนถ้ำ มีน้ำพุอยู่ข้าง อยู่ตรงทางโค้งประดุจจะคอยต้อนรับผู้มาเยือนวัด


http://travel.sanook.com/northeast/chaiyapoom/

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพ

10. ตลาดนัดสวนจตุจักร
ตลาดนัดสวนจตุจักร คือ "สวรรค์ของคุณๆ" สำหรับผู้ที่ชอบซื้อสินค้าและต่อรองราคา โดยวันพุธและพฤหัสบดีจะเป็นตลาดค้าส่งต้นไม้ ส่วนวันเสาร์
และอาทิตย์นั้นจะเป็นเปลี่ยนเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเป็นศูนย์รวมร้านค้ากว่า 15,000 ร้านจากทุกภูมิภาคของประเทศ
เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงค่ำ


9. พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด
มีพื้นที่ 6 ไร่ ตั้งอยู่บนถ.ศรี-อยุธยา เขตราชเทวี ซึ่งประกอบด้วยเรือนไทยโบราณ 8 หลัง ผู้มาเยี่ยมชมสามารถสัมผัสถึงความงามของสถาปัตยกรรม
ไทยที่คงความสมบูรณ์ยิ่ง ทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็เป็นของส่วนพระองค์ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน เราจะได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพระบรม
วงศานุวงศ์หรือเจ้านายชั้นสูง คือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือเสด็จในกรมฯ ท่านเจ้า
ของวังอย่างใกล้ชิด


8. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ตั้งอยู่บนถ.หน้าพระธาตุ เขตพระนคร ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และโรงละครแห่งชาติ ตรงข้ามกับสนามหลวง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับเป็น
พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นสถานที่เก็บ รวบรวมข้อมูลด้านศิลปะไทยมากที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวบรวมความ
เป็นมาของชาติไทยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่ยุค รุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย ลพบุรี อยุธยา ธนบุรี จนกระทั่งถึงยุครัตนโกสินทร์


7. พิพิธภัณฑ์บ้านไทย จิม ทอมป์สัน
นายจิม ทอมป์สัน (James H.W. Thompson) ผู้ก่อตั้งร้านผ้าไหมไทย จิม ทอมป์สัน เดินทางมาประเทศไทยครั้งแรกในฐานะทหารอาสาสมัครของ
กองทหารอาสาสมัครของกองทัพสหรัฐฯ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามยุติเขาได้กลับมาดำเนินธุรกิจค้าผ้าไหมในประเทศไทยและ
เป็นผู้นำในการสร้างชื่อเสียงของผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


6. พระที่นั่งวิมานเมฆ
ตั้งอยู่ในพระราชวังดุสิต ใกล้กับอาคารรัฐสภาและสวนสัตว์ดุสิต ระหว่างที่เริ่มสร้างพระราชวังดุสิตรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ชะลอพระที่นั่งมันธาตุ
รัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้างขึ้นที่พระราชวังดุสิต โดยมีสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงกำกับการออกแบบสถาปัตยกรรมของพระ
ที่นั่งได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากตะวันตก ตัวอาคารสร้างด้วยไม้สักทองเป็นรูปตัว L มีทั้งหมด 3 ชั้น ยกเว้นส่วนที่ประทับซึ่งเรียกว่า "แปดเหลี่ยม"
มี 4 ชั้น การจัดแสดงบางห้องยังคงบรรยากาศในอดีต เช่น ห้องบรรทม ห้องสรง เป็นต้น พระที่นั่งแห่งนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นอาคารที่สร้างจากไม้
สักทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นที่แสดงศิลปวัตถุที่สะสมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5


5. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
วัดเบญจมบพิตร แปลว่า "วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5" ตั้งอยู่บนถ.ศรีอยุธยาใกล้พระราชวังดุสิต สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี เป็นทรง
จัตุรมุขหลังคาซ้อน 4 ชั้นวัดเบญฯ ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือ ตอนย่ำรุ่งระหว่างที่
พระสงฆ์ทำสังฆกรรมภายในพระอุโบสถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดเบญจมบพิตรจัดแสดงพระพุทธรูปปางในสมัยต่าง ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ
เช่น ปางลีลาสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย เป็นต้น


4. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดอรุณ ฯ หรือวัดแจ้ง ตั้งอยู่บนถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้ง ราชธานี
ที่กรุงธนบุรี ใน พ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เพื่อเสด็จฯ ขึ้นไปสักการะพระมหาธาตุ
ซึ่งเป็นพระปรางค์องค์เดิม พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "วัดแจ้ง" รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 2 มาบรรจุไว้ พร้อมทรงเปลี่ยน
ชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม"

พระปรางค์วัดอรุณฯ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันทั่วโลก สูง 70 เมตร ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยกระเบื้อง
เคลือบจานชามเบญจรงค์และเปลือกหอยจำนวนมหาศาล แล้วนำมาเรียงต่อกันเป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างงดงาม นอกจากความสวยงามที่ผู้คนต่างยกย่อง
ให้พระปรางค์วัดอรุณเป็นพระปรางค์ที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในโลก


3. พระบรมมหาราชวัง
มีพื้นที่ 218,400 ตารางเมตร ประกอบด้วยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งองค์แรกภายในพระบรมมหาราชวัง โดยถ่ายแบบ
มาจากพระที่นั่งสรรเพชรมหาปราสาทในสมัยอยุธยา มีลักษณะเป็นปราสาทจัตุรมุข ยอดทรงมณฑปซ้อนเจ็ดชั้นประดับกระจก หลังคาคาดด้วยดีบุก
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2418 เป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างไทยและยุโรปเป็นปราสาทรียงกันสามชั้น สามองค์ เชื่อมต่อด้วย
มุขกระสันโดยตลอด หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี มียอดปราสาทสามยอด
นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาล
ทักษิณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ และพระที่นั่งบรมพิมาน


2. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย" เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังไม่มีการพิมพ์หนังสือการศึกษาที่มีอยู่ก็เรียนตามวัด
พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ให้มีแหล่งรวมความรู้ จึงมีการรวบรวมและเลือกสรรตำรับตำรามาจารึกที่แผ่นศิลาไว้โดยรอบวัดเพื่อเผย แพร่ให้ประชาชน
วัดโพธิ์จัดเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1


1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
วัดพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนหน้าพระลาน เขตพระนคร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2325 เมื่อรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายราชธานีจากธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ "พระพุทธมหามณี
รัตนปฏิมากร หรือพระแก้ว" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นในพระอุโบสถ ระเบียงพระอุโบ-
สถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่สวยงามและยาวที่สุดในโลก

http://youtu.be/wCCGYAV7ZuM

หาดทรายขาว เกาะช้าง

หาดทรายขาว อยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของ เกาะช้าง อยู่ถัดจากอ่าวคลองสนมาไม่ไกลนัก อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ ประมาณ 5 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที หาดทรายขาว เป็นหาดได้้รับความนิยมมากที่สุดของ เกาะช้าง เนื่องจากมีหาดทรายขาวสะอาด รวมทั้งมีโรงแรม รีสอร์ท และที่พัก ตั้งอยู่หลายแห่ง ปัจจุบัน หาดทรายขาว เป็นหาดที่มีความเจริญมากที่สุดบน เกาะช้าง     รีสอร์ท โรงแรม ที่พัก หาดทรายขาว จะมีที่พักหลายระดับ ตั้งแต่บังกะโลราคาประหยัดราคาคืนละไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงโรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในที่พักและความใกล้ไกลจากชายหาด รีสอร์ท โรงแรม และที่พักบนเกาะช้าง บริเวณ หาดทรายขาว มีอยู่กันอย่างหนาแน่น เนื่องจากเป็นชายหาดที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของ เกาะช้าง

     หาดทรายขาว เป็นชายหาดยาวประมาณ 6 กิโลเมตร หน้าหาดกว้าง สามารถเล่นน้ำได้ตลอดแนว และนอกจากการเล่นน้ำแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ ขับขี่เล่นได้ ถนนบริเวณหาดทรายขาว เป็นถนนราดยางขนานยาวไปกับชายหาด ซึ่งสามารถใช้เดินทางไปยังหาดอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก ในยามเย็น หาดทรายขาว ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่งบน เกาะช้าง

      ตลอดสองข้างทางบริเวณหาดทรายขาว จะมี โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ตั้งเรียงรายยาวตลอดแนวฝั่งถนน รวมไปถึงธนาคารต่าง ๆ ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น และร้านฟาสต์ฟู้ด อย่างเชสเตอร์กริล ก็เปิดให้บริการที่สาขา หาดทรายขาว เกาะช้างแล้วด้วย


      หาดทรายขาว ในตอนช่วงเย็นบริเวณตลอดแนวชายหาดจะมีร้านขายอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเล และบาร์บีคิว จัดวางเรียงรายอยู่ในลำเรือ ซึ่งท่านสามารถสั่งรับประทานได้ทั้งแบบอาหารชุดเซ็ตเมนู หรือราคาตามน้ำหนัก และตามรายการอาหารได้ ราคาไม่แพงนัก ยามค่ำคืนของ หาดทรายขาว ยังเติมไปด้วยสีสรรและแสงไฟของร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงผับและบาร์จำนวนมาก ส่วนร้านที่เป็นที่นิยมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น " สบายบาร์ " ที่มีบรรยากาศสบาย ๆ ริมชายหาด พร้อมเสียงดนตรีแสดงสด นอกจากนี้ยังมี " เคซีบาร์ " และอีกหลายแห่งในละแวกเดียวกันบน หาดทรายขาว

ทะเลไทย




หมู่เกาะสุรินทร์

หมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะคือ เกาะ สุรินทร์เหนือและสุรินทร์ใต้ ตั้งอยู่กลางทะเลอันดามัน ห่างจากท่าเรือคุระบุรี จังหวัดพังงา ราวชั่วโมงครึ่ง โดย การเดินทางด้วยเรือเร็ว

    นอกจากน้ำทะเลใส หาดทราย ขาว ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ที่นี่ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเลเผ่า มอเก็น เป็นบ้านแสนสวยของปลาการ์ตูนที่พบมากบริเวณ อ่าวช่องเขาขาด นอกจากนี้ที่เกาะบอน หมู่เกาะสิมิลันซึ่งอยู่ ใกล้เคียง ยังเป็นแหล่งดูกระเบนราหูที่ดีที่สุด ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: 10.00 - 11.00 น. และ 14.00 - 16.00 น.
ฤดูกาลที่ดีที่สุด: ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม
จุดชมวิวที่ดีที่สุด: ดูปลาการ์ตูนที่ช่องเขาขาด ดูเต่าทะเลที่เกาะตอรินลา

well to Thailand